วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อุ่นเครืองกับสัพเพเหระ

หลังจากวันที่ทดสอบเวลาวันนั้น
เวลาที่ออกมา 75 วินาที ก็ถือว่าดีสำหรับเด็กอายุ 10 ขวบ
ที่ไม่เคยฝึกซ้อมวิ่งความเร็วมาก่อนในชีวิต
แต่ก็รู้สึกเบื่อวิ่ง ไม่อยากวิ่ง เข็ดขยาดกับความเหนื่อยที่เจอ

ทุกๆเย็นหลังเลิกเรียนจะไปช่วยคุณแม่ซื้อของในตลาด
มาทำกับข้าวมื้อเย็นและคลุกอยู่แต่ในครัวเป็นลูกมือให้คุณแม่

เย็นวันหนึ่ง " วร วร ออกมาคุยกันหน่อยซิ " เสียงพ่อครูตะโกนเข้ามา
ยกมือกราบสวัสดีพ่อครู สวัสดีครับ ให้ผมช่วยทำอะไรครับ
"พรุ่งนี้ ปั่นจักรยานออกไปเป็นเพื่อนโกหน่อย โกจะวิ่งไปแม่ใจ"
ครับ ได้เลยครับ จากบ้านไปแม่ใจ 21 กม.พอดี สนุกแน่เรา
อารมณ์เบื่อที่เริ่มจืดจางทำให้รับคำอย่างเต็มปากเต็มคำ

21 กม.กับการปั่นจักรยานยามเช้าๆ ท่ามกลางสายหมอก
คืนนั้นนอนฝันหวานทั้งคืน ฝันถึงน้ำมะพร้าวหอมที่ขึ้นชื่อของแม่ใจ
ตี 4 ครึ่ง พ่อครูสมบัติเข้ามาปลุก ตื่น ตื่น ได้แล้ว เดี๋ยวสาย จะร้อน
รีบลุกขึ้นอย่างไม่อิดออด เข้าห้องน้ำปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็ว
ใส่เสื้อแขนยาวทับไปด้วย เดี๋ยวจะไม่สบาย เสียงพ่อครูบอกอย่างเป็นห่วง

ตรวจเช็คถ่านไฟฉายสำหรับใส่ไฟฉายหากบ ( ไฟฉายคาดศรีษะ )
ออกไปจูงจักรยานออกมาหน้าบ้าน เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่
อ้าว ! คิดว่าพ่อครูจะออกไปวิ่งคนเดียว พีการุณ ยืนรออยู่ด้วย
พ่อครูเดินเข้ามาพร้อมหยิบน้ำ 4 ขวดใส่ตะแกรงหน้ารถ
ปั่นตามไปนะ พอใกล้ถึงทุก 5 กม.ให้รีบปั่นแซงขึ้นไปรอให้น้ำด้วยล่ะ

เวรแล้วซิตรู ! งานนี้มีปั่นแบบไฟแลบแน่ๆ เพราะช่วงแรกๆต้องส่องไฟทาง
จักรยานก็ทรงสูง ขาก็เหยียบเกือบไม่ถึง ปั่นทีขาสุดเหยียด
หลังจากกรรมพิธีทางศาสนา เอ้ย! อบอุ่นร่างกายเสร็จสิ้น
การออกวิ่งก็เริ่มต้น ก็ออกไปทางถนนประตูชัยเลี้ยวซ้ายขึ้นสายเอเซีย

งานนี้ต้องผ่านจุดคู่อริ เจ้าถิ่นเดิมที่เคยขับเคี่ยวกันมา
พ่อครูเหมือนรู้ "ไม่ต้องกลัวคุยกับพี่แดง เจ้าของหมาแล้ว"
ตอนจะผ่านก็อดกังวลใจไม่ได้ อารมณ์สยองยังคงติดในใจ
ตามมาถึงทางขึ้นเนินดอยจอมทอง ฟ้ายังมืดมิด
ปั่นขึ้นเนินค่อนข้างลำบาก แรงไม่ค่อยไหว ตัวก็ยังเล็ก

พี่ๆเริ่มวิ่ง ทิ้งห่าง เส้นทางเริ่มวังเวง ขยับขาปั่นให้เร็วขึ้นแบบลืมตาย
ได้ไง ? กิตติศัพท์เนินนี้เลืองลือมาก ในเรื่องอืยส์ส์ส์
ปั่นไปทันที่เนินเขา ขาทั้งสองข้างหนักอึ้ง หน้าชาไปหมด
เสียงพ่อครูลอยมา ถีบเร็วๆหน่อย ให้ล้อหน้าล้ำไปข้างหน้า
โกจะวิ่งตามจังหวะของล้อหลัง ถีบให้สม่ำเสมอด้วย

ทำไมเรื่องมากจังฟ่ะ นึกว่าจะปั่นตามแบบสนุกๆ
พอไปถึงกม.ที่ 4 เอ้าปั่นไปเลยไปรอที่หลักกม.ที่ 5 นะ
เอาละซิ รอบข้างก็ยังมืดอยู่ ภาวะจำยอมกลัวก็กลัว กล้ว...อ่ะ
รีบปั่นไปรอที่ กม.ที่ 5 ซึ่งมีเจ้าถิ่นคอยเห่า ป้วนเปี้ยนอยู่ห่างๆ
หยิบน้ำขวดออกมาเปิดฝาให้เรียบร้อย วิ่งตามไปส่งให้
และเก็บขวดน้ำที่ยังเหลือกลับมาที่รถ ปั่นขึ้นไปนำต่อไป

ทำอย่างนี้ทุก 5 กม.จนถึงแม่ใจ อ้าว ! ทำไมยังไม่หยุด
ไปอีก 5 กม.แล้วค่อยวกกลับมากินน้ำมะพร้าว
เสียงพี่การุณตะโกนบอกมาพร้อมกับเสียงหอบ
วิ่ง 30 กม. ก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ตอนนี้ขาหนีบเริ่มแสบเป็นแผลแล้ว

สรุปก็ต้องปั่นต่อไป แต่กํยังดีหน่อยที่ฟ้าสว่างแล้ว
ถอดไฟฉายที่คาดศรีษะออก หนักมากในตอนนั้น
5 กม.สุดท้าย พี่ๆเร่งความเร็วกว่าเดิม เราก็ต้องปั่นให้เร็วขึ้น
ทั้งเหนื่อย ทั้งแสบแผลที่ขาหนีบ ก้นกระแทกกับอาน

โอ๊ย ! สารพัดที่จะบรรยายได้อย่างละเอียด
เอาเป็นว่ามาเล่าเรื่องประสบการณ์หนึ่งให้อ่านแบ่งปันกัน
วันนั้นหลังนั่งกินมะพร้าวอ่อน ฟังพี่ๆ เม้าท์กับคนขาย ( สาว )
ก็ยกจักรยานขึ้นรถเมล์สายเชียงราย - พะเยากลับบ้าน
ด้วยสภาพร่างกายที่แสนจะบอบช้ำของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ
ก็เป็นความทรงจำหนึ่งในชีวิตก่อนเข้าสู่การวิ่งอย่างจริงจัง




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น