วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ที่มาของการฝึกสมันให้ทันเสือ ( 1 )

เช้าวันหนึ่งได้รับการติดต่อจากนักวิ่งที่อ่านบทความที่ผมเขียนในเวบไซค์ เพื่อขอคำแนะนำในการวิ่งและมีข้อสงสัยในท่าทางการวิ่งของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ จึงได้มีการนัดแนะกันเพื่อมาพบปะพูดคุยที่ร้านอาหารชื่อดังย่านถนนรามคำแหง
                   ในวันนั้นหลังจากที่ได้แนะนำตัวและพูดคุยกันก็ทราบว่าเป็นกลุ่มนักวิ่งหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสู่วงการวิ่งเพื่อสุขภาพและศึกษาอย่างจริงจังเพื่อที่จะหารูปแบบในการพัฒนาการวิ่งของตัวเองและเพื่อนๆให้ดีขึนซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการรวบรวมกลุ่มนักวิ่งเพื่อสุขภาพเข้ามาฝึกซ้อมร่วมกันทุกเช้าวันเสาร์ ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก
                         ในการฝึกนักวิ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างยากในบางเรื่องและก็ง่ายในบางเรื่องเช่นเดียวกัน ที่ยากก็เป็นเรื่องที่ต้องละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากกับข้อมูลและรูปแบบการฝึกซ้อมที่ต้องชัดเจนและอธิบายที่มาที่ไปอย่างมีเหตุมีผลสามารถอ้างอิงกับหลักวิชาการได้ส่วนเรื่องที่ง่ายก็คือทุกคำแนะนำนักวิ่งกลุ่มนี้จะเข้าใจง่ายและใช้เวลาที่ไม่นานนักกับการฝึกใหม่ๆเนื่องมาจากมีพื้นฐานความรู้ที่ได้ค้นคว้ามารวมถึงวิธีการฝึกรูปแบบต่างๆที่เคยนำมาฝึกก่อนหน้านี้
                         เริ่มต้นมีนักวิ่งที่มาฝึกร่วมกันเพียง 8 คน เป็นผู้ชาย 7 คน ผู้หญิง 1 คน พื้นฐานและต้นทุนการวิ่งที่ค่อนข้างแตกต่างจึงต้องใช้วิธีการสอนแบบตัวต่อตัวและเขียนโปรแกรมการฝึกซ้อมเป็นรายคน การที่นักวิ่งจะสามารถมาพบปะและวิเคราะห์ผลการฝึกซ้อมได้ต้องรอถึง 1 สัปดาห์ จึงใช้การติดต่อทางโทรศัพท์และทางอินเตอร์เน็ท แต่ก็ไม่สมบูรณ์นักเมื่อเทียบกับการเข้าไปดูแล ควบคุมการฝึกด้วยตัวเองทุกวัน ซึ่งผู้ฝึกสอนจะมองเห็นในรายละเอียดของนักวิ่งแต่ละคนและนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุง แก้ไขในจุดบกพร่องได้ทันที โปรแกรมแรกถูกวางเป้าหมายไว้ที่ 2 เดือน เน้นลักษณะท่าทางการวิ่งในรูปแบบที่ผมสอนเป็นการเฉพาะ และเพิ่มการพัฒนาระบบไหลเวียนซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาระบบแอโรบิค หัวใจของการวิ่งระยะไกล
                       นักวิ่งที่เข้าร่วมโครงการมีความมุมานะ และขยัน มีวินัยค่อนข้างมาก แม้ว่าภารกิจในการทำงานที่เป็นเจ้าของกิจการและบางคนก็เรียนในระดับปริญญาเอก ที่มีการเรียนที่ค่อนข้างหนักแต่ก็ยังสามารถที่จะฝึกซ้อมตามโปรแกรมได้ครบถ้วนและมีพัฒนาการที่ค่อนข้างพอใจ


                       ในสัปดาห์แรกๆ มีการวิ่งทางไกลอย่างช้า ๆ และเน้นในเรื่องของการวอร์มก่อนวิ่ง การคลูดาวน์ กายบริหาร ยืดเหยียด ให้ถูกขั้นตอน หลังจากที่เริ่มเคยชินแล้วเพิ่มการฝึกท่าทางการวิ่ง การฝึกท่า drills เพื่อเตรียมพื้นฐานที่จะเข้าสู่การฝึกความเร็วในระยะต่อไป ในการฝึกระยะนี้จะเริ่มเห็นความแตกต่างของการพัฒนาในตัวนักวิ่งแต่ละคน บางคนก็ไปได้เร็ว บางคนก็ไปได้อย่างช้าๆ รูปแบบการฝึกซ้อมของแต่ละคนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมกับการพัฒนาที่เกิดขึ้น หลังจากการฝึกซ้อมผ่านพ้นไปได้ 1 เดือน 
                        ด้วยความที่อยากเห็นถึงความก้าวหน้าจากการฝึก ก็มีการขอไปลองลงสนามแข่งขันที่มีการจัดเป็นประจำทุกสัปดาห์ของสนามวิ่งในเมืองไทย ก็ต้องปล่อยให้ไปทดสอบดู ผลที่ออกมาก็สร้างความพอใจให้กับคนที่ลงไปทดสอบได้พอสมควร ซึ่งการฝึกซ้อมที่สร้างพื้นฐานของนักวิ่งระยะไกลที่ต้องมีการสร้างอย่างสะสมจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการพัฒนาระบบต่างๆของร่างกาย ยิ่งถ้าเป็นนักวิ่งที่เริ่มต้นในช่วงที่เลยวัยเจริญเติบโตไปแล้ว ยิ่งจำเป็นต้องใช้ความระมัด ระวัง ในการเสริมสร้างความแข็งแรงเป็นอย่างมาก 
                        ผมมักจะไม่เสี่ยงที่จะให้นักวิ่งกลุ่มนี้ใช้เวท เทรนนิ่ง แต่จะให้ฝึกโดยใช้ บอดี้ เวทแทน ถึงแม้ว่าการพัฒนาความแข็งแรงจะช้ากว่า การพัฒนาความเร็วก้าวหน้าน้อยกว่าแต่ก็จะเป็นการปลอดภัยสำหรับนักวิ่งมากกว่า

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อุ่นเครืองกับสัพเพเหระ

หลังจากวันที่ทดสอบเวลาวันนั้น
เวลาที่ออกมา 75 วินาที ก็ถือว่าดีสำหรับเด็กอายุ 10 ขวบ
ที่ไม่เคยฝึกซ้อมวิ่งความเร็วมาก่อนในชีวิต
แต่ก็รู้สึกเบื่อวิ่ง ไม่อยากวิ่ง เข็ดขยาดกับความเหนื่อยที่เจอ

ทุกๆเย็นหลังเลิกเรียนจะไปช่วยคุณแม่ซื้อของในตลาด
มาทำกับข้าวมื้อเย็นและคลุกอยู่แต่ในครัวเป็นลูกมือให้คุณแม่

เย็นวันหนึ่ง " วร วร ออกมาคุยกันหน่อยซิ " เสียงพ่อครูตะโกนเข้ามา
ยกมือกราบสวัสดีพ่อครู สวัสดีครับ ให้ผมช่วยทำอะไรครับ
"พรุ่งนี้ ปั่นจักรยานออกไปเป็นเพื่อนโกหน่อย โกจะวิ่งไปแม่ใจ"
ครับ ได้เลยครับ จากบ้านไปแม่ใจ 21 กม.พอดี สนุกแน่เรา
อารมณ์เบื่อที่เริ่มจืดจางทำให้รับคำอย่างเต็มปากเต็มคำ

21 กม.กับการปั่นจักรยานยามเช้าๆ ท่ามกลางสายหมอก
คืนนั้นนอนฝันหวานทั้งคืน ฝันถึงน้ำมะพร้าวหอมที่ขึ้นชื่อของแม่ใจ
ตี 4 ครึ่ง พ่อครูสมบัติเข้ามาปลุก ตื่น ตื่น ได้แล้ว เดี๋ยวสาย จะร้อน
รีบลุกขึ้นอย่างไม่อิดออด เข้าห้องน้ำปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็ว
ใส่เสื้อแขนยาวทับไปด้วย เดี๋ยวจะไม่สบาย เสียงพ่อครูบอกอย่างเป็นห่วง

ตรวจเช็คถ่านไฟฉายสำหรับใส่ไฟฉายหากบ ( ไฟฉายคาดศรีษะ )
ออกไปจูงจักรยานออกมาหน้าบ้าน เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่
อ้าว ! คิดว่าพ่อครูจะออกไปวิ่งคนเดียว พีการุณ ยืนรออยู่ด้วย
พ่อครูเดินเข้ามาพร้อมหยิบน้ำ 4 ขวดใส่ตะแกรงหน้ารถ
ปั่นตามไปนะ พอใกล้ถึงทุก 5 กม.ให้รีบปั่นแซงขึ้นไปรอให้น้ำด้วยล่ะ

เวรแล้วซิตรู ! งานนี้มีปั่นแบบไฟแลบแน่ๆ เพราะช่วงแรกๆต้องส่องไฟทาง
จักรยานก็ทรงสูง ขาก็เหยียบเกือบไม่ถึง ปั่นทีขาสุดเหยียด
หลังจากกรรมพิธีทางศาสนา เอ้ย! อบอุ่นร่างกายเสร็จสิ้น
การออกวิ่งก็เริ่มต้น ก็ออกไปทางถนนประตูชัยเลี้ยวซ้ายขึ้นสายเอเซีย

งานนี้ต้องผ่านจุดคู่อริ เจ้าถิ่นเดิมที่เคยขับเคี่ยวกันมา
พ่อครูเหมือนรู้ "ไม่ต้องกลัวคุยกับพี่แดง เจ้าของหมาแล้ว"
ตอนจะผ่านก็อดกังวลใจไม่ได้ อารมณ์สยองยังคงติดในใจ
ตามมาถึงทางขึ้นเนินดอยจอมทอง ฟ้ายังมืดมิด
ปั่นขึ้นเนินค่อนข้างลำบาก แรงไม่ค่อยไหว ตัวก็ยังเล็ก

พี่ๆเริ่มวิ่ง ทิ้งห่าง เส้นทางเริ่มวังเวง ขยับขาปั่นให้เร็วขึ้นแบบลืมตาย
ได้ไง ? กิตติศัพท์เนินนี้เลืองลือมาก ในเรื่องอืยส์ส์ส์
ปั่นไปทันที่เนินเขา ขาทั้งสองข้างหนักอึ้ง หน้าชาไปหมด
เสียงพ่อครูลอยมา ถีบเร็วๆหน่อย ให้ล้อหน้าล้ำไปข้างหน้า
โกจะวิ่งตามจังหวะของล้อหลัง ถีบให้สม่ำเสมอด้วย

ทำไมเรื่องมากจังฟ่ะ นึกว่าจะปั่นตามแบบสนุกๆ
พอไปถึงกม.ที่ 4 เอ้าปั่นไปเลยไปรอที่หลักกม.ที่ 5 นะ
เอาละซิ รอบข้างก็ยังมืดอยู่ ภาวะจำยอมกลัวก็กลัว กล้ว...อ่ะ
รีบปั่นไปรอที่ กม.ที่ 5 ซึ่งมีเจ้าถิ่นคอยเห่า ป้วนเปี้ยนอยู่ห่างๆ
หยิบน้ำขวดออกมาเปิดฝาให้เรียบร้อย วิ่งตามไปส่งให้
และเก็บขวดน้ำที่ยังเหลือกลับมาที่รถ ปั่นขึ้นไปนำต่อไป

ทำอย่างนี้ทุก 5 กม.จนถึงแม่ใจ อ้าว ! ทำไมยังไม่หยุด
ไปอีก 5 กม.แล้วค่อยวกกลับมากินน้ำมะพร้าว
เสียงพี่การุณตะโกนบอกมาพร้อมกับเสียงหอบ
วิ่ง 30 กม. ก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ตอนนี้ขาหนีบเริ่มแสบเป็นแผลแล้ว

สรุปก็ต้องปั่นต่อไป แต่กํยังดีหน่อยที่ฟ้าสว่างแล้ว
ถอดไฟฉายที่คาดศรีษะออก หนักมากในตอนนั้น
5 กม.สุดท้าย พี่ๆเร่งความเร็วกว่าเดิม เราก็ต้องปั่นให้เร็วขึ้น
ทั้งเหนื่อย ทั้งแสบแผลที่ขาหนีบ ก้นกระแทกกับอาน

โอ๊ย ! สารพัดที่จะบรรยายได้อย่างละเอียด
เอาเป็นว่ามาเล่าเรื่องประสบการณ์หนึ่งให้อ่านแบ่งปันกัน
วันนั้นหลังนั่งกินมะพร้าวอ่อน ฟังพี่ๆ เม้าท์กับคนขาย ( สาว )
ก็ยกจักรยานขึ้นรถเมล์สายเชียงราย - พะเยากลับบ้าน
ด้วยสภาพร่างกายที่แสนจะบอบช้ำของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ
ก็เป็นความทรงจำหนึ่งในชีวิตก่อนเข้าสู่การวิ่งอย่างจริงจัง




วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

มีเวลาวิ่งเป็นของตัวเองครั้งแรก

"มา มา เร็วหน่อย เดี๋ยวสายจะมาโรงเรียนไม่ทัน"
พ่อครูสมบัติคงเริ่มหมั่นใส้กับท่าทางลีลาเหมือนอิดออด
ก็คนมันตื่นเต้นอ่ะ ยังเด็กอยู่เลยเพิ่งเคยวิ่งแบบนี้เป็นครั้งแรก
วอร์มพอหรือยัง ? stride ดีหรือยัง ดูน้องหน่อยซิ

เฮ้ย ! อย่าลีลามาก เดี๋ยวโดน ตืบ
พี่การุณคงสงสารเห็นแววว่าคงใจหวิวๆ เข้ามาตบไหล่ ไปได้แล้ว สู้ สู้
ทำให้ดีที่สุดนะ เพราะจะเป็นเกณฑ์ใช้สำหรับการฝึกซ้อมต่อไป

เดินลงไปที่เส้นเริ่มของสนาม 400 เมตรก็สนามที่เป็นลู่วิ่งนั้นแหละ
พ่อครูยืนรออยู่พร้อมนาฬิกาจับเวลาอยู่ในมือ
ทดสอบระยะ 400 เมตรก่อนนะ เสร็จแล้วค่อยวิ่ง 1,000 เมตรอีก 1 เที่ยว
วิ่งให้เต็มที่เท่าที่จะวิ่งได้ แต่อย่าเร่งออกตัวช่วงแรกเร็วเกินไปล่ะ
เดี๋ยวช่วงหลังๆจะหมดแรง วิ่งไม่ถึง เสียงสำทับดังอยู่ใกล้ๆหู

เอาละ ! เข้าที่ !! ไป !!!!!!!!!!!!!
พอเสียงบอกว่าไปเท่านั้น ขาก็สับออกไปทันที ลืมหมดที่พ่อครูบอก
100 เมตรแรกยังไปได้ดี เสียงตะโกนได้ยินแว่ว จะรีบไปตามควายที่ไหน ?
แต่ตอนนั้น สติไม่ค่อยอยู่กับตัวแล้ว คิดอยู่อย่างเดียวไปให้เร็วที่สุด
เสียงขานเวลาลอยมาตามลม ผ่านไป 150 เมตร ????????

แขนเริ่มช้า ขาเริ่มหนัก หน้าผากรู้สึกหนาขึ้นเป็นชั้นๆ
เบาลงๆๆๆๆๆ อย่าเกร็งแขน ก้มหัวอย่าเงยหน้า
เสียงตะโกนของพี่ๆแข่งกันอย่างเซ็งแซ่

รู้สึกมีเสียงวิ่งตามหลังมา ตีคู่ขึ้นมา วิ่งตามจังหวะของโกนะ
เหลือบมองอย่างมึนงง และด้วยอาการที่หายใจไม่ทัน

พี่การุณวิ่งตีคู่ขึ้นมา ทำไมดูพี่เขาวิ่งสบายๆเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ
ก็เลยปรับให้วิ่งตามช่วงก้าวตามที่พี่การุณบอก
แต่ก็น่าจะสายไปแล้ว ลำตัวหนักไปหมดเหมือนวิ่งปะทะกับลมเป็นแผ่นหนาๆ
วิ่งอยู่กับที่ ปวดร้าวไปหมดทั้งตัว น้ำหู น้ำตาไหลออกมา

100 เมตรสุดท้าย นรกชัดๆ ชาไปหมดทั้งตัว
ดึงแขน ตีแขนให้สูง หน้าอย่าเงย ยังได้ยินเสียงอยู่บ้าง
ก็แสดงว่า ยังมีชีวิตอยู่ วิ่งผ่านๆๆๆๆๆๆๆๆอย่าหยุดๆๆๆๆ
ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นโดยไม่ต้องสั่ง ร่างกายทำได้เอง อิ อิ

อย่านั่ง ลุกขึ้นเดินแล้วค่อยๆ จ๊อกช้าๆ จะดีขึ้นเอง
อยากลุกครับ ใจก็อยากลุกแต่ขามันไม่ยอมลุกขึ้นมา
พ่อครูเข้ามาพยุงตัวแล้วค่อยๆพาเดินออกไปช้าๆ ขายังสั่น


เหมือนกล้ามขาจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ กล้ามเนื้อเต้นตุ๊บตั๊บ
บรรยากาศรอบตัวเป็นสีเหลืองๆน้ำตาล ระยิบระยับลอยเต็มไปหมด
ยังเหลือ 1,000 เมตรอีกเที่ยวหนึ่งนะ พ่อครูสมบัติกระซิบเบาๆ
ไม่เอาแล้วครับ ไม่วิ่งแล้ว พอแล้วครับ ไม่ไหวจริงๆ
เวลาก็ใช้ได้นะ ไม่ลองอีกซักเที่ยวเหรอ ?
ไม่ครับ ยังไงก็ไม่วิ่งแล้วครับ ปวดร้าวไปทั้งตัว

เอาละ ! ไม่วิ่งก็ไม่วิ่ง การุณพาน้องไปคลูดาวน์ด้วย
พ่อครูสมบัติตะโกนให้พี่การุณพาไปวิ่งเหยาะๆ
บอกแล้วไม่ฟัง อย่าเร่งช่วงแรกเร็ว อาหารไม่พอ
กล้ามเนื้อทำงานหนัก เกิดกรดสะสมทำให้เจ็บปวด

พี่การุณวิ่งไปด้วย บ่นไปด้วย ฟังมั่ง ไม่ฟังมั่ง ใจอยู่ที่บ้านแล้ว
ถ้าไม่ไหว ใจไม่สู้ ก็ไปเล่นกีฬาอย่างอื่น สนุก ไม่เหนื่อยมากด้ว


ใจตอนนั้นตอบทันทีว่า เออ ! ไปเล่นบาสก็ได้ฟ่ะ
วิ่งเหยาะได้ซักพัก ก็มายืดเหยียด เล่นกายบริหาร
แปลกแต่จริง อาการที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้หายไปเกือบหมด
เหลือแต่เพียงอาการปวดที่กล้ามเนื้อก้นทั้งสองข้าง
นั่งดูพี่ๆซ้อมกันต่อ ไม่เห็นเขาจะมีอาการอย่างที่เราเป็นเลย
หรือว่าเราไม่เหมาะที่จะมาวิ่งเหมือนกับพี่เขา








เมื่อ....ตัดสินใจออกมาวิ่ง

สิ่งแรกที่จะต้องคำนึงถึง "ต้นทุนทางร่างกาย"

ใช่การวิ่งเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้
แต่ทำได้ไม่เหมือนกัน วิ่งเร็ว วิ่งช้า วิ่งนาน วิ่งไกล
ขึ้นอยู่กับต้นทุนทางร่างกายของแต่ละคน

บางคนมีพื้นฐานจากการเล่นกีฬาประจำ
บางคนทำงาน office ทั้งวันไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
บางคนแค่ลืมตาตอนเช้าก็แทบจะเหนื่อยหอบแล้ว

ดังนั้นเราจึงต้องหาความเหมาะสม
ในการเริ่มวิ่งระยะแรกของเราให้ได้ก่อน
ถ้าเคยวิ่งหรือออกกำลังกายอยู่บ้าง
ก็คงจะประเมินความเหนื่อยของตัวเองได้บ้าง
แต่ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย
นี่ซิ....ที่ต้องเริ่มต้นอย่างใจเย็นๆ

บางคนใจร้อนรีบออกวิ่งปู๊ดป๊าดไม่รอเพื่อน
กะว่าวิ่งเร็วเสร็จก่อน พักก่อน ไปไม่ถึงไหนหายแว๊บ
เพื่อนๆงง คิดว่าวิ่งเร็วจนมองไม่ทันเห็น
ที่ไหนได้....แอบหอบอยู่หลังพุ่มไม้ข้างหน้าไม่ถึง 200 เมตร ( ฮา )
ใจเย็นๆครับ เริ่มจากการเดินก่อนก็ได้ไม่เสียหายหรือน่าอับอาย
แล้วค่อยๆปรับการเดินให้เร็วขึ้นหรือวิ่งเหยาะๆไปเรื่อยๆ
พอรู้สึกมีอาการเหนื่อยหอบนิดๆก็ชะลอลงเปลี่ยนสลับเป็นเดิน
อย่างน้อยให้ได้ต่อเนื่องวันละ 20 นาทีแล้วค่อยๆเพิ่มให้นานขึ้น

ระยะเริ่มแรกนี้ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษก็คือ
อย่าเดินหรือวิ่งจนมีอาการอ่อนเพลียหรือเหนื่อยจนเกินไป
แค่พอให้เหงื่อออกมีอาการเหนื่อยหอบเล็กน้อย
หัวใจเต้นแรงขึ้น มีความรู้สึกกระฉับกระเฉง ผ่อนคลายก็พอแล้ว
ฝึกเล่นกายบริหาร การยืดหยุ่นส่วนต่างๆของร่างกาย
เพื่อพัฒนาในส่วนโครงสร้างให้มีการทำงานที่ดีขึ้น
จะส่งผลทำให้การเดินและวิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เรื่องความเร็วลืมไปก่อนได้เลยครับ
ปฏิบัติอย่างนี้โดยลดการเดินลงเพิ่มการวิ่งมากขึ้น
จนสามารถวิ่งได้ตลอดระยะทางในเวลา 20 นาที
ต่อจากนี้ไปการวิ่งก็ไม่เป็นเรื่องยากสำหรับคุณแล้วครับ

นักวิ่งหน้าใหม่ 1

ความยากที่สุดอยู่ที่การตัดสินใจครั้งแรก
ที่จะก้าวออกมาสู่เส้นทางของการเป็นนักวิ่ง
วิ่งไปทำไม วิ่งแล้วได้อะไร เสียเวลาปล่าว?
วิ่งแล้วมีประโยชน์จริงอย่างที่คนเขาพูดเหรอ?

เหนื่อย เหนื่อย ทุกวันนี้แค่เดินไกลๆยังเหนื่อยเลย
บางคนใส่ชุด ผูกเชือกรองเท้าเดินออกมานอกบ้านแล้ว
ยังหวนกลับเข้าบ้านไปเปิดตู้เย็นหาของกิน นั่งดูหนัง ดูทีวี
หรืออาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า โทรหาเพื่อนออกไปเที่ยว
หรือออกไปไปสังสรรค์ หาอะไรอร่อยๆกินดีกว่า
อร่อยๆที่เข้าไปเป็นพิษสะสมอยู่ในร่างกาย

ใช้เวลาอย่างสนุกในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการที่จะพักผ่อน
ในยามที่ร่างกายยังมีความต้านทานและแข็งแรงอยู่
คุณอาจจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติที่เริ่มสะสมในร่างกาย
ซึ่งรอวันที่จะปะทุขึ้นมาในยามที่ภูมิต้านทานอ่อนแอลง

วิ่งไม่ใช่กิจกรรมการออกกำลังกายที่ดีที่สุดหรอกครับ
เพียงแต่วิ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ลำพังแค่คุณมีเป้าหมาย
ที่จะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟู ซ่อมแซม สร้างเสริม
อวัยวะต่างๆที่ได้ทำงานรับใช้อย่างซื่อสัตย์
ติดต่อกันมาอย่างเนิ่นนานโดยไม่มีเวลาพัก

เปรียบร่างกายที่ทำงานเหมือนเครื่องจักรกลหรือเครื่องยนต์
ที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่องย่อมมีการสึกหรอ ชำรุด
เครื่องยนต์ยังดีที่มีอะหลั่ยหาเปลี่ยนได้ง่าย
เครื่องยนต์ไม่มีความรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อชำรุด
เครื่องยนต์ที่หมดสภาพก็แค่เศษเหล็กที่หาเครื่องใหม่ทดแทน

แต่ร่างกายของเราถ้าชำรุดส่วนใดส่วนหนึ่ง
เราจะต้องซ่อมแซมให้กลับมาคืนดีดังเดิมได้อย่างไร
หาอะหลั่ยมาใส่ทดแทนแล้วทำงานได้ดีอย่างเดิมหรือไม่

เรามีชีวิต มีความรู้สึก มีความเจ็บปวดเมื่อความสึกหรอมาเยือน
ในสภาวะปัจจุบันที่ยังพอสร้างเสริม ซ่อมแซมขึ้นมาได้
ทำไมเราจึงต้องรอให้สิ่งที่ไม่พึงปรารถนามาเยือนก่อนเวลา
ในวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาที ที่ไม่อาจขอเวลากลับคืน

ไม่ต้องอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได่
ไม่ต้องเป็นภาระให้กับคนรอบข้างต้องคอยดูแล
เสียทั้งเวลาทำงานเสียทั้งค่าใช้จ่ายของครอบครัว.
เสียทั้งความสุขในการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างคนปกติ

เพียงแค่คุณตัดสินใจก้าวเดินออกมาเพื่อดูแลสุขภาพ
คุณก็ได้สร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้ในชีวิตของคนที่คุณรักและคนที่รักคุณ

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นักวิ่งหน้าใหม่

วิ่งเป็นเรื่องง่ายๆ เดินได้ก็วิ่งได้
คงได้ยินกันบ่อยๆ จริงครับ....เป็นเรื่องง่ายๆ
มีรองเท้าที่วิ่งได้หรือจะวิ่งแบบไม่ใส่รองเท้า
ใส่เสื้อผ้าที่ดูแล้วไม่เป็นตัวประหลาดของผู้พบเห็น
สะดวก สบาย ไม่อึดอัดหรือหลวมรุ่มร่าม
วิ่งแล้วหายใจสะดวก ไม่อบจนร้อน

หาสนามออกมาวิ่งที่ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน
ยิ่งถ้าเป็นสวนสาธารณะ มีคนมาออกกำลังกายมากๆ
ก็จะทำให้เพลิดเพลิน วิ่งได้นานอย่างไม่น่าเบื่อ

ในช่วงนี้......กระแสการวิ่งเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง
ในจำนวนคนที่มาวิ่งก็คงมีคนที่เริ่มมาวิ่งใหม่อยู่หลายคน
ซึ่งก็มีระดับการวิ่งที่เริ่มต้นไม่ต่างกันมากนัก

ดังนั้นคนที่อายที่จะออกมาวิ่ง ช่วงนี้......นาทีทองครับ
หาเพื่อนชวนเพื่อนออกมาวิ่งด้วยกันอย่างไม่ต้องอายใคร
มีคนที่วิ่งใหม่ๆเหมือนกับเราอยู่มากมายในสวนสาธารณะ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึง.....ความมหัศจรรย์
ที่สวรรค์บันดาล......ให้กับร่างกายของเรา
ร่างกายของเราสามารถแบกรับน้ำหนัก
ในการเคลื่อนไหวได้ถึง 8 เท่าของน้ำหนักตัว

ดังนั้นคนที่พะวงและได้รับข่าวสารมาว่า
การวิ่ง.....ทำให้เข่าเสื่อม เส้นเอ็นอักเสบ
กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน จากการกระแทกในการวิ่ง
สบายใจได้ครับ การวิ่งบนพื้นราบเรารับน้ำหนัก
ที่กดกระแทกลงมาแค่ 2.5 - 3 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น
ไม่มีผลกระทบกับเข่าแน่นอน ถ้าวิ่งอย่างถูกวิธี
หรือไม่มีอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นมาจากอดีต

การเริ่มต้นที่ดีอย่างมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ยิ่งทำให้การวิ่งสนุกและส่งผลที่ดีต่อร่างกายได้อย่างมหาศาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการป้องกัน 5 โรคร้าย
ที่เกิดจากภาวะการขาดการออกกำลังกาย
ที่กำลังคุกคามสุขภาพของคนไทยนั้นก็คือ



การวิ่งจะทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง
มีการพัฒนาระบบของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย
เช่น ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจ ระบบฮอร์โมนต่างๆฯลฯ
ให้มีการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จึงทำให้สามารถป้องกันภัยคุกคามจาก 5 โรคร้ายได้เป็นอย่างดี
แล้วจะเริ่มต้นอย่างไรดี ติดตามตอนต่อไปครับ

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ก้าวแรกบนถนนนักวิ่ง

ได้โอกาสขอพ่อครูสมบัติออกไปวิ่งด้วย
สายตาอำมหิตหลายๆคู่ที่หันควับมองมาที่ผมเป็นจุดเดียว

จะไหวเหรอ ? พ่อหนุ่มสำอาง เป็นภาระเปล่าๆ
นี่ก็ใกล้จะต้องไปวิ่งคัดตัวแทนจังหวัดกันแล้ว
ถ้าให้วิ่งตามไปด้วยก็จะเป็นตัวถ่วง วิ่งแล้วพะวง

"เอาน่า" ! พ่อครูสมบัติตัดบท
"ให้น้องไปวิ่งด้วย โก ( พี่ ) จะดูแลเอง"
"แต่พรุ่งนี้..... ต้องทดสอบเวลาก่อนนะ"
อิ อิ ได้เลยครับ รับคำด้วยความดีใจ
แต่ใจเต้นตุ้มๆต๋อมๆ ไม่เป็นจังหวะ
ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ออกไปซ้อมอย่างเป็นทางการ
และเกรงว่าจะวิ่งทดสอบไม่ดี

คืนนั้น..นอนไม่ค่อยหลับ พลิกตัวไปมาทั้งคืน
กังวลใจ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องลงทดสอบวิ่งอะไร?

เช้า 05.00 น. พ่อครูเข้ามาปลุกเสียงเข้ม
"ตื่นๆ ตื่นกันได้แล้ว ออกไปวิ่งช้าเดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย"
เสียงขยับต้ว เตียงดังเอี๊ยดอ๊าด พับผ้าห่มดังพรึบพรับ ๆ
ต่างคนต่างรู้หน้าที่ ปฏิบัติภารกิจกันอย่างรวดเร็วเป็นระบบ
ใช่เวลาไม่นานนัก ก็ออกมาพร้อมกันที่บันไดหน้าบ้าน

เริ่มวิ่งเหยาะเบาๆไป - มา ที่ถนนหน้าบ้าน
ท่ามกลางเสียงบ่นของคุณหมาข้างบ้าน
ที่คงถูกปลุกด้วยเสียงตึ๊บตั้บของรองเท้าพวกเรา
พอเริ่มรู้สึกร้อนๆในขึ้นมาตัว เหงื่อเริ่มซึมตามขุมขน
ก็เล่นกายบริหารแบบที่เล่นในโรงเรียนนั้นแหละ

พ่อครูบอกว่า "เล่นง่ายๆ ช้าๆ เล่นให้ครบทุกส่วน"
บริหารให้ไขข้อเคลื่อนไหวได้เคลื่อนไหวให้ดีและคล่องขึ้น
คอ ข้อแขน ข้อไหล่  เอว ข้อตะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า
ต่อด้วยการยืดเหยียดแบบช้าๆ มี 2 แบบคือ หยุดนิ่งกับเคลื่อนไหว

เริ่มจากการยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนเล็กส่วนน้อย
แล้วขยับมาเล่นกล้ามเนื้อส่วนที่ต้องใช้ในการวิ่ง
พ่อครูจะเน้นส่วนของลำตัวและขาเป็นหลัก

หลังจากการยืดเหยียดในท่านิ่งๆอยู่หลายท่า
แต่ละท่าจะยืดให้ตึงแล้วค้างไว้ 15 วินาที อย่ายืดจนให้รู้สึกเจ็บ
โป๊ก ! เสียงไม้เล็กๆมาเคาะที่กบาล "ใครสอนให้โยกไปมา"
อ้าว ก็ไม่เคยมีใครสอน แอบเห็นนักกีฬารุ่นพี่ที่โรงเรียนทำ ?
หาเรื่อง เดี๋ยวกล้ามเนื้อฉีกหรืออักเสบขึ้นมา

ต่อจากนั้นก็จะมีการกระตุ้นกล้ามเนื้อเฉพาะเจาะจง
เป็นท่ากระโดดๆหลายๆท่า เน้นการใช้กล้ามเนื้อขา
เช่น กระโดดตบบนศรีษะ กระโดดตบใต้เข่า
กระโดดบิดตัวไปมาซ้ายขวา กระโดดแตะเท้าคู่ ฯลฯ
ซึ่งไม่เพียงกระตุ้นความพร้อมของกล้ามเนื้อ
รู้สึกเหนื่อย หอบพอสมควร หัวใจเต้นเร็วและถี่ขึ้น
แต่พอหยุดกลับมีความรู้สึกกระฉับกระเฉง เหมือนม้าคึก อิ อิ
เป็นกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้พร้อมที่จะทำงานหนักขึ้นด้วย

เอาละ ! พัก 8 นาที เสียงพ่อครูดังมาแว่วๆ
นี่ยังไม่ได้เริ่มซ้อมก็รู้สึกว่าตัวเองท่าจะไม่รอด
"เดี๋ยวเช้าวันนี้ขึ้นไปวิ่งที่โรงเรียน ไป drill กับ stride ในลู่"
จ๊ากกกกก!!! ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการอบอุ่นร่างกายอีกเหรอ ?
แล้วที่บอกว่าจะทดสอบนะ จะทดสอบตอนไหนเนี่ยยยย

เคยแอบถามพ่อครูว่า .........
เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยเห็นนักวิ่งวอร์มครบตามที่เราเคยทำเลย
สายตาของพ่อครูที่ทอดมองมามีแววของความกังวล
ก็น่าเสียดาย...ที่นักวิ่งหลายๆคนไม่ให้ความสำคัญและมองข้าม
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเริ่มต้นพัฒนาร่างกายเพื่อการวิ่งที่ดี

พื้นฐานที่สำคัญของการเล่นกีฬาทุกประเภทอยู่ที่
การเตรียมร่างกายให้พร้อมสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่จำเป็นในการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งในด้านกายภาพ สภาวะจิตใจ เทคนิค องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ทางกีฬา
เวชศาสตร์การกีฬา ผู้สนับสนุนและการจัดการที่ดี
ไม่ใช่การมุ่งหวังที่จะมุ่งไปสู่ผลสำเร็จหรือชัยชนะเพียงอย่างเดียว

พ่อครูย้อนถามให้ต้องคิดว่า
สังเกตมั้ย! ว่าทำไมตอนออกวิ่งกม.แรกๆเราถึงมีอาการเหนื่อย
เพื่อนๆเคยเป็นอย่างนี้กันบ้างหรือปล่าว?

เก็บไว้ก่อนนะ ไว้ถ้ามีคนสนใจจะเข้ามาอธิบายใหม่
เริ่มวิ่งจากบ้าน ขึ้นไปที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
ระยะทางจากหน้าบ้านก็ประมาณ 2 กม.
วิ่งไปถึงสนามวิ่ง พี่ๆเข้ามาช่วยสอนท่า drill ต่างๆ หลายท่า
มาจัดท่าทางการวิ่งที่พ่อครูสมบัติย้ำนักหนาว่า มีความสำคัญมากๆ

ท่าวิ่งที่ดี มีการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนต่างๆได้เหมาะสม สมดุลย์
จะทำให้การวิ่งเบาสบาย วิ่งได้ง่าย ไม่เปลืองแรง ส่งผลให้การวิ่งเร็วขึ้น
การวิ่ง stride พร้อมกับการจัดท่าทางการวิ่งที่ดีไปด้วย
จะทำให้การปรับท่าทางการเคลื่อนไหวง่ายขึ้น

"พร้อมหรือยัง" เสียงพ่อครูสมบัติมาพร้อมกับการกดทดสอบนาฬิกา คลิก คลิก
เอาละซิ เหมือนกาย - ใจจะพร้อม แต่ทำไมรู้สึกเหมือนไม่มีแรง
แข้งขา เข่า แขน สั่นๆ อ่อนแรง ใจหวิวๆ จะรอดมั้ยเนี่ย สถาวร